Comment

ซุปเปอร์ ฮีโร่ ช่วยโลกมาแล้ว!!! หนอนนก กินขยะโฟมได้!

 ที่มา "https://www.facebook.com/baboonsuru"

ที่มา "https://www.facebook.com/baboonsuru"

หนอนนก กินขยะโฟมได้!

หรือบทพระเอกกู้วิกฤตพลาสติกล้นโลก จะอยู่ที่ “หนอนนก” ตัวเล็กๆ

งานวิจัยชิ้นใหม่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Science and Technology ว่า "หนอนนกสามารถกิน สไตโรโฟม (Styrofoam) หรือพลาสติกอื่นๆอีกหลายชนิดได้" ซึ่งช่วยให้เราย่อยสลายขยะเหล่านี้ จากปกติอาจกินเวลากว่า 1,000 ปี แต่เราอาจย่นเวลาด้วยหนอนน่ารักเหล่านี้  

ดึ๋ยๆๆๆ

“บางที วิทยาศาสตร์ก็น่าเหลือเชื่อนะครับ” Craig Criddle นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford เจ้าของงานวิจัยกล่าว 

พวกเขาศึกษาโดยนำ "หนอนนก" จำนวน 100 ตัว ให้พวกมันกินโฟมขนาดเท่าเม็ดยา วันละนิดๆ จนจุลินทรีย์ในลำไส้ของพวกมันมีศักยภาพในการย่อยสลายพลาสติกให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และอึออกมาที่พลาสติกที่ย่อยสลายได้ 

เรื่องน่าเหลือเชื่อคือ พวกหนอนนกก็ไม่มีอาการป่วยเลย แถมมีสุขภาพดีเหมือนการที่มันกินอาหารเหลือทิ้งตามปกติ อึพวกมันก็ปลอดภัยและไม่มีสารตกค้างที่เป็นพิษในดินด้วย 

งานวิจัยนี้สร้างสมมติฐานสำคัญว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ของหนอน อาจมหัศจรรย์กว่าที่เราๆท่านๆรู้จักกัน ถ้านักวิจัยสามารถชี้ชัดได้ว่าจุลินทรีย์ชนิดใดที่เป็นตัวการย่อยสลายโฟม พวกเขาอาจสังเคราะห์และจำลองการทำงานเพื่อใช้ในวงกว้างขึ้นได้ ซึ่งงานวิจัยนี้อาจเปลี่ยนปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกไปอย่างสิ้นเชิง!!

ปัญหาที่ใหญ่สุดๆของโลก ก็อาจแก้ได้ด้วยสิ่งจิ๋วๆ ที่คุณเคยยี้มันนะจ๊ะ

------------------------------------------
บาบูนเรียบเรียงงานวิจัยจาก Stanford University :News Service, Plastic-eating worms may offer solution to mounting waste, Stanford researchers discover


ที่มา "https://www.facebook.com/baboonsuru"

Comment

Phonics ดีอย่างไร?

Comment

Phonics ดีอย่างไร?

 www.google.co.th

www.google.co.th

แนะนำการเรียนภาษาอังกฤษแบบ Phonics

มีเหตุให้ผมต้องสอนภาษาอังกฤษครับ (ครูสมัยนี้จะสอนภาษาเดียวสงสัยจะยาก มีโอกาสก็น่าจะลองดู ) แต่ผมไม่อยากให้ภาษาอังกฤษที่ผมสอนมันเหมือนกับการเรียนในโรงเรียน ผมพยามหาวิธีอื่นๆ ดู กระทั่งพบวิดิโอเด็กหญิงคนหนึ่งที่สนทนาด้วยภาษาอังกฤษชัดเจนมาก และพบว่าเธอได้รับการฝึกด้วยวิธี Phonic

ผมได้ยินเรื่องวิธีการสอนแบบ Phonic ครั้ืงแรกจากผู้ก่อตั้งบ้านเด็กหลายภาษา โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในสุรินทร์ ครั้งนั้นผมไม่ได้สนใจเลย เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ใช้ แต่พอกลับไปดูอีกครั้งก็พบว่าวิธีนี้สามารถประยุกต์ได้กับทุกภาษา และจริงๆ แล้ว ก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้จักมัน ผมเคยเรียนภาษาดัวยซอพท์แวร์ Click Phonics เมื่อประมาณปี 2551 ก็พบว่ามันเป็นวิธีเรียนที่คล้ายกัน ( จริงๆ ชื่อมันก็คล้ายกันอยู่แล้ว) 

แต่หลักการของการเรียนวิธีนี้ก็มีอะไรหลายๆ ที่น่าศึกษา ที่ผมนำเสนอข้างล่างนี้สิ่งที่ผมรวบรวมได้ในระยะสั้นๆ 

1. ความหมายของ Phonics
จากเว็บไซต์ about.com ให้ความหมายว่า ในศตวรรษ
ที่ 19 คำว่า phonics มีความหมายเหมือนกันกับคำว่า phonectics (สัทศาสตร์ - สาขาย่อยของภาษาศาสตร์ที่ประกอบด้วยการศึกษาเสียงพูดของมนุษย์) แต่ในศตวรรษที่ 20 phonics มีความหมายว่า วิธีการสอนให้อ่าน( method of teaching reading )

และยังจำแนกว่ามี 4 แบบคือ 
Analytic(al) Phonics แบบนี้จะฝึกให้นักเรียนวิเคราะห์ เช่น ให้คำๆ หนึ่งไป แล้วให้วิเคราะ์ห์ว่ามีหน่วยเสียงอะไรบ้าง
Linguistic Phonics ให้นักเีรียนมองหาสิ่งที่ร่วมกันระหว่างคำ เช่น ให้คำว่า cat, rat, mat, bat แล้วให้หาสิ่งที่ร่วมกันซึ่งในที่นี่ คือ เสียง -at แล้วใช้มันอ่านคำอื่นๆ ต่อไป แบบนี้จะคล้าย Analytic Phonics แต่เน้นที่รูปแบบ pattern มากกว่าจะจำแนกหน่วยเสียงแต่ละหน่วย
Synthetic Phonics ในท้องตลาดปัจจุบัน ผู้ผลิตสื่อขายทั้งหลาย เขาจะบอกว่าเขาใช้วิธีการแบบนี้ วิธีนี้เขามองว่า เสียงในภาษาอังกฤษทั้งหมด เกิดจากเสียงย่อย 44 เสียง( บวกลบนิดหน่อย ตามแต่บริษัท) มาผสมกัน ถ้าเราศึกษาเสียงย่อยทั้งหมดได้ เอามารวมกันได้ เราก็ออกเสียงทั้งหมด(เป็นแสนๆ คำ) ได้ถูกต้่อง กระบวนก็การเริ่มจากเด็กฝึกออกเสียงย่อยเหล่านี้พร้อมตัวอักษรที่แทนเสียง จากนั้นก็อ่านคำโดยอาศัยการผสมเสียงแทนตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นคำ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Mr. Tim's phonics และ Jolly Phonics)
Embedded Phonicsแบบนี้เขาจะศึกษาจากหนังสือหรือสื่อจริงๆ (แบบอื่นจะศึกษา จากแบบเรียนที่เขียนมาเฉพาะ ถูกออกแบบสำหรับผู้เรียน ) เข้ายากนะครับ แต่มีความสำพันธ์กลับกลุ่มที่เรียกว่า the whole language movement

2. แล้วมันต่างจากแบบที่เรา(และเด็กๆ ทุกวันนี้) เรียนในโรงเรียนอย่างไร ?
การเรียนการอ่านภาษาัอังกฤษ ที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นแบบ "look-say" คือ เห็นตัวอักษรแล้วจำเสียงกับคำศัพท์ (อ่านเพิ่มเติมจากประวัติของ Rudolf Flesch ) เช่น BAT ครูจะชี้แล้วบอกว่า B-A-T อ่านว่า แบ็ท นักเรียนจะจำคำศัพท์ด้วยสายตาเพื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จักก็จะสับสน

จริง ๆแล้ว ในภาษาไทย เราก็มีการเรียนแบบ phonic ด้วยวิธีการที่เรียกว่า แจกลูก เช่น คำว่า บาน เราก็แจกว่า "บอ - อา - บา , บา - นอ - บาน" ทำแบบนี้นักเรียนจะจำหน่วยเสียงย่อยแต่ละหน่วยแล้วเอามาประกอบกันให้เป็นเสียงพยางค์ได้ แต่ในภาษาอังกฤษเรากลับไปยอมทำอย่างนั้น หากสอนแบบที่เราเรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันครูจะสอนเพียงแค่ว่า "บอ - อา - น อ่านว่า บาน"

ผลกระทบของวิธีได้ไปไกลกว่าแค่อ่านไม่ี่ค่อยออก เพราะนักเรียนไม่ได้พัฒนาทักษะของหู พวกเขาจะแยกเสียงพวกนี้ไม่ได้ เช่น last , lad , last , laz นำไปสู่การจำคำศัพท์ไม่ค่อยได้ ต้องเห็นตัวหนังสือถึงจะเข้าใจภาษาอังกฤษ (ทั้งๆ ที่แค่ใช้่หูฟัง ก็น่าจะเข้าใจได้) และเป็นเหตุสำคัญให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเีรียนไม่ดี

อีกอย่างผมเพิ่งรู้ว่า ตัวเองเป็นพวกต้องเห็นตัวหนังสือก่อนถีงจะเข้าใจภาษาอังกฤษได้ เพราะเวลาอ่านหนังสือผมเข้าใจได้ดีมาก แต่พอเวลาฟังประโยคง่ายๆ ผมฟังไม่ออก การได้กลับมาฝึกการฟังนี่ก็ช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

3. เอาหล่ะเริ่มที่ไหนดี ?
เอ่อ มันเยอะมาก เต็มไปหมดแล้ว ผมจะขอแนะนำหลักๆ
ที่แบบครบถ้วนนะครับ

ชุดวิดิโอ Teach Reading with Phonics - American English Pronunciation
เนื้อหาครบ อธิบายการออกเสียงด้วย Phonics ครบจบตอนเลย สิ่งที่พิเศษ คือ วิดิโอพวกนี้ทำให้นักเรียนผู้ใหญ่ชาวต่างชาติดู เขาก็จะอธิบายหลักการชัดตรงๆ ไปเลย ในขณะที่สื่อการสอนเรื่อง Phonic โดยทั่วไป ผู้ผลิตจะผลิตทำให้เด็กเ็ล็กๆ ดังนั้นเขาจะไม่อธิบายหลักการอะไรให้ (เขาอาจจะอธิบายหลักการพวกนี้ในเอกสารที่ประกอบมากับสื่อพวกนี้แทน) แต่จะให้เด็กดูรูปสวยๆ แล้วร้องเพลงตาม ผสมเสียงตาม แล้วก็จะอ่านได้ไปเอง (ซึ่งผู้ใหญ่อย่างผมงงมากๆ) ดังนั้น ขอแนะนำอย่างยิ่งครับ จับหลักการให้ได้ก่อน
อีกอย่าง ตัวเว็บหลักเขาก็ดีมากนะครับ มีบริการสอนภาษาหลากหลายช่องทาง

Reading Bear
เว็บไซต์ฟรี สำหรับการฝึกอ่านด้วยวิธี Phonics โดยทั่วไปแล้วสื่อการสอนของวิธีนี้หาของฟรียากมาก เริ่มตั้้งแต่ขั้นพื้นฐานไป สอนโดยการโต้ตอบกับเว็บแอพลิเคชัน นอกจากการอ่านแล้ว เขาก็ยังสอนคำศํพท์ไปในตัวพร้อมกันด้วย แต่บริการที่ให้นี้ เป็นบริการออนไลน์ ต้องทำงานผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งเหมาะกับเด็กเล็กๆ เช่น ลูกหลานเรา เรียนที่บ้าน เปิดอินเทอร์เนตไป ฝึกออกเสียงไป  

แต่สำหรับครูจะเอาไปใช้ในชั้นเรียน เว็บนี้ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนั้น (แต่คุณอาจจะดึงชุดคำศัพท์ที่พบ จับหน้าจอ ไปสร้างสื่อเองก็ได้ แต่ออกแรงหน่อย)

หวังว่าที่กล่าวมาคงจะช่วยท่านได้บ้างนะครับ

จาก "http://indochinahub.blogspot.com/2013/05/phonics.html" 

Comment

ทานผักบุ้ง บำรุงสายตานะ!

Comment

ทานผักบุ้ง บำรุงสายตานะ!

ผักบุ้งไทย.jpg

ประโยนช์ของผักบุ้ง

     ผักบุ้ง หรือเรียกเป็นคำราชาศัพท์คือ ผักทอดยอด เป็นผักที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

  ผักบุ้ง ในบ้านเรามีอยู่ 2 ชนิด

1.ผักบุ้งไทย ของผักบุ้งไทยจำแนกได้ 2 ชานิด

    - ผักบุ้งน้ำ จะพบเห็นได้ทั่วไปตาม ลำน้ำ คลอง ของบ้านเรา  โดยลักษณะของผักบุ้งน้ำจะ ลำต้นสีขาว ใบสีเขียวอ่อน เลื่อยบนผิวน้ำ

     -ผักบุ้งนา  มีลำต้นที่เล็กเรียว  มีก้านสีเขียวอมแดง  ขึ้นตามผืนดินซื้นแฉะ คนสมัยก่อนจะปลูกไว้แถวข้างห้องน้ำ

2.ผักบุ้งจีน  เป็นผักที่ต้องใช้การปลูก จากแปลงโดยว่านเมล็ด มีลักษณะ ใบดกกว่าผักบุ้งไทย


สารอาหารในผักบุ้ง ?

       ผักบุ้งมีสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์สูง สารดังกล่าวได้แก่ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทิน  เบต้าแคโรทีน ซึ่งนี้พวกจะคุ้นๆกับโฆษนา พวกอาหารเสริม ในโทรทัศน์ ซึ่งหน้าที่ขอสาร เบต้าแคโรทีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการมองเห็นในที่มืด และยังมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซแดนต์ช่วยในการบำรุงรักษาดวงตา ทำให้ดวงตาชุ่มชื้น ไม่แห้ง และป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่นโรคต้อกระจก โรคตาบอดกลางคืน

    ส่วนทูทีน และ ซีแซนทิน ช่วยปกป้องเซลล์จอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยให้ดวงตาเสื่อมช้าลง

 

เมนูผักบุ้ง

แกงส้ม เย็นตาโพ  แกวเทโพ แกงคั่ว  น้ำพริกปลาทูผีกบุ้งทอด   ผัดบุ้งไฟแดง  

สูตรการกินผักบุ้งแก้อาการมามัว ตาฟาง  สำหรับคนที่ต้องทำงาน จองคอมเป็นเวลามากๆ การกินผักบุ้งก็เป็นวิธี 1 ในการช่วยแก้อาการ ตาฟางได้ หลักในการกินต้องกินทุกวันวันละ  2 ครั้ง ครั้งละ ประมาณ 10 – 20 ยอดหากสังเกตว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว ให้กินวันละ 1 ครั้ง เพื่อบำรุงและป้องกันอาการทางสายตาต่อไปและอย่างลืมทำควบคู่กับการออกกำลังกายด้วยนะครับ

Comment

9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

Comment

9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

dsgv-5.jpg

9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

มีความตั้งใจแน่วแน่
มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน

วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม

วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3

การเตรียมความพร้อม
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ

วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด

วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ

งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ

เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว

สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา

http://teen.mthai.com/education/57675.html

Comment